Just another WordPress.com site

ล่าสุด

Photopeach

เก็บไว้ในหัวใจ♥ on PhotoPeach

http://photopeach.com/public/swf/story.swf

ตอบคำถาม

1.CMS ย่อมาจากคำว่าอะไร มีชื่อที่แปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไร

ตอบ CMS ย่อมาจากคำว่า” Content Management System” มีชื่อในภาษาไทยว่า “ระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์

2.หน้าที่ของ CMS คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

ตอบ มีหน้าที่จัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ และมีประโยชน์คือเพื่อช่วยลดทรัพยากรในการพัฒนา(Development) และบริหาร(Management)เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และเงินทอง ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแลเว็บไซต์

3.CMS ที่มีชื่อเสียง นอกจาก Joomla แล้วมีอะไรอีก ให้บอกมา 3 ชื่อ

ตอบ  1)DotNetNuke   2)Drupal   3)Plone

4.Joomla มีข้อดีแตกต่างจาก CMS ประเภทอื่นๆ อย่างไรบ้าง

ตอบ Joomla สามารถจัดการกับเนื้อหาหรือข้อความ (Content) ได้โดยตรงผ่านหน้าเว็บ โดยผู้บริหารเว็บหรือผู้ดูแลเว็บไซต์ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านโปรแกรม

5.Joomla เวอร์ชันล่าสุด คือเวอร์ชันอะไร

ตอบ เวอร์ชันล่าสุดคือ Joomla 1.5.22 เวอร์ชันที่ทดลองใช้คือ joomla 1.6 Beta 13

6.Appserv คืออะไร มีหน้าที่และประโยชน์อย่างไร

ตอบ AppServ คือ โปรแกรมที่รวบรวมเอา Open Source Software หลายๆ Software มารวมกัน เมื่อติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ (แบบ local) แล้วสามารถจำลองเป็น Server หรือ Hosting เสมือน ในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทดลองสร้างเว็บไซต์ก่อนอัพโหลดขึ้น Server หรือ Hosting จริง

7.ทำไมเราต้องใช้ Appserv ควบคู่ไปกับการทำเว็บด้วย Joomla

ตอบ เพราะ appserv เป็นโปรแกรมที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเป็นเว็บเซิฟเวอร์ได้อย่างง่าย

8.หาเว็บไซต์ที่สร้างด้วย Joomla มาให้ครูอย่างน้อย 3 เว็บ

ตอบ www.tupl.ac.th

          http://www.jamsai.com/

          www.wordpress.com

          http://www.dek-d.com

 

 

Content Management System : CMS

                                                         

CMS (Content Management System)

 

                         ระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์(Content Management System : CMS) คือ ระบบที่พัฒนา คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดทรัพยากรในการพัฒนา(Development) และบริหาร(Management)เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และเงินทอง ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแลเว็บไซต์

โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะนำเอา ภาษาสคริปต์(Script languages) ต่างๆมาใช้ เพื่อให้วิธีการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น PHP, Perl, ASP, Python หรือภาษาอื่นๆ(แล้วแต่ความถนัดของผู้พัฒนา) ซึ่งมักต้องใช้ควบคู่กันกับโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์(เช่น Apache) และดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์(เช่น MySQL)

 

               ลักษณะเด่นของ CMS ก็คือ มีส่วนของ Administration panel(เมนูผู้ควบคุมระบบ) ที่ใช้ในการบริหารจัดการส่วนการทำงานต่างๆในเว็บไซต์ ทำให้สามารถบริหารจัดการเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และเน้นที่การ จัดการระบบผ่านเว็บ(Web interface) ในลักษณะรูปแบบของ ระบบเว็บท่า(Portal Systems) โดยตัวอย่างของฟังก์ชันการทำงาน ได้แก่ การนำเสนอบทความ(Articles), เว็บไดเรคทอรี(Web directory), เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ(News), หัวข้อข่าว(Headline), รายงานสภาพดินฟ้าอากาศ(Weather), ข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ(Informations), ถาม/ตอบปัญหา(FAQs), ห้องสนทนา(Chat), กระดานข่าว(Forums), การจัดการไฟล์ในส่วนดาวน์โหลด(Downloads), แบบสอบถาม(Polls), ข้อมูลสถิติต่างๆ(Statistics) และส่วนอื่นๆอีกมากมาย ที่สามารถเพิ่มเติม ดัดแปลง แก้ไขแล้วประยุกต์นำมาใช้งานให้เหมาะสมตามแต่รูปแบบและประเภทของเว็บไซต์นั้นๆ

 
การประยุกต์ใช้ CMS
ระบบ CMS สามารถนำมาประยุกต์ในงานต่างๆ หลากหลาย ตัวอย่างการนำซอฟต์แวร์ CMS มา
ประยุกต์ใช้งาน อาทิเช่น
>> การนำ CMS มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์สถาบันการศึกษา ธุรกิจบันเทิง หนังสือพิมพ์ การเงิน การ
ธนาคาร หุ้นและการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ งานบุคคล งานประมูล สถานที่ท่องเที่ยว งานให้บริการลูกค้า
>> การนำ CMS มาใช้ในหน่วยงานของรัฐ อาทิเช่น งานข่าว งานประชาสัมพันธ์ การนำเสนองานต่างๆ
ขององค์กร
>> การใช้ CMS สร้างไซต์ ส่วนตัว ชมรม สมาคม สมาพันธ์ โดยวิธีการแบ่งงานกันทำ เป็นส่วนๆ ทำให้
เกิดความสามัคคี ทำให้มีการทำงานเป็นทีมเวิร์คมากยิ่งขึ้น
>> การนำ CMS มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ SME โดยเฉพาะสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
หรือ OTOP กำลังได้รับความนิยมสูง
>> การนำ CMS มาใช้แทนโปรแกรมลิขสิทธิ์ อื่นๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และง่ายต่อการพัฒนา
>> การใช้ CMS ทำเป็น Intranet Web Site สร้างเว็บไซต์ใช้ภายในองค์กร

ข้อดีของ CMS

    1.ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์ เพียงแค่เคยพิมพ์ หรือเคยโพสต์ข้อความในอินเตอร์เน็ต ก็สามารถมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้ 

    2.ไม่เสียเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ ไม่เสียเงินจำนวนมาก

    3.ง่ายต่อการดูแล เพราะมีระบบจัดการทุกอย่างให้เราหมด

    4.มีระบบจัดการที่เราสามารถหามาใส่เพิ่มได้มากมาย  

    5.สามารถเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์ได้ง่ายๆ เพียงแค่โหลดทีม (Theme) ของ CMS นั้นๆ

ข้อเสียของ CMS

    1.ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการออกแบบทีม (หน้าตาของเว็บ) เอง จะต้องใช้ความรู้มากกว่าปกติ เนื่องจาก CMS มีหลายๆระบบมารวมกันทำให้เกิดความยุ่งยาก สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้

    2.ผู้ใช้จะต้องศึกษาระบบ CMS ที่ผู้พัฒนาสร้างขึ้นมา เช่นจะต้องใส่ข้อความลงตรงไหน จะต้องแทรกภาพอย่างไร ซึ่งจะลำบากเพียงแค่ช่วงแรกเท่านั้น

    3.ในการใช้งานจริงนั้นจะมีความยุ่งยากในการ set up ครั้งแรกกับ web server แต่ปัจจุบันก็มีผู้บริการ web server มากมายที่เสนอลงและ set up ระบบ CMS ให้ฟรีๆโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

Joomla

 

                                              Joomla คือโปรแกรมจัดการเนื้อหาเว็บไซต์ (Web Content Management Systems: CMS) ซึ่งถูกพัฒนาด้วย PHP และใช้ฐานข้อมูลของ MySQL ในการเก็บข้อมูล มีเทคนิคการเขียนโปรแกรมขั้นสูงภายใต้มาตรฐาน XHTML สามารถทำงานได้หลายแพลตฟอร์มที่รองรับ PHP และ MySQL ทั้งนี้ Joomla! ได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเป็นโปรแรกม open source ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยระยะเริ่มต้น Joomla! ได้มุ่งเน้นเพื่อใช้ในการพัฒนา Coporate Website หรือเว็บไซต์ของบริษัทและองค์กรต่างๆ รวมไปถึงเว็บ Intranet ภายในหน่วยงาน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความสวยงามของรูปแบบที่ดูเป็นสากล รวมถึงความง่ายต่อการใช้งานของทั้งผู้พัฒนาและผู้เข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งให้ความรู้สึกแตกต่างจาก CMS ทั่วไป ตรงที่คุณสามารถออกแบบและสร้างหน้าตาของเว็บไซต์ (Template) ได้ตามต้องการและเนื่องจากการพัฒนา Joomla! ที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมีเครื่องมือเสริมหลายตัวที่ช่วยในการนำไปใช้สร้างเว็บไซต์ได้หลายประเภทมากขึ้น อาทิ การสร้างเว็บไซต์เชิงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Commerce การสร้างเว็บท่า (Portals) การสร้างเว็บไซต์เพื่อใช้เป็น Community และเว็บไซต์ประเภทอื่นๆ หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับการประยุกต์ใช้  

ประสิทธิภาพและความสามารถของ Joomla

          ประโยชน์หลักของ “Joomla!” คือ การทำให้คุณสามารถจัดการกับเนื้อหาหรือข้อความ (Content) ได้โดยตรงผ่านหน้าเว็บ โดยผู้บริหารเว็บหรือผู้ดูแลเว็บไซต์ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านโปรแกรมเช่น HTML ในการอัพเดทเว็บ เพราะ Joomla! มี editor ออนไลน์ เช่น WYSIWYG editor ไว้เพื่อการจัดรูปแบบข้อความตัวอักษร (Text) และรูปภาพ ยิ่งกว่านั้นคุณไม่จำเป็นที่ต้องอัพโหลดเอกสารด้วยโปรแกรม FTP เพียงแค่คลิกปุ่ม save หรือ apply หน้าเว็บของคุณก็จะออนไลน์เตรียมพร้อมรับผู้เข้าชมที่จะเข้ามาดูในเว็บของคุณได้ทันที

 

 

 

 

 

Mv เพื่อนหรือแฟน 4/1

บทที่ 7 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองาน

1. เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะมีการใช้งานเหมือนและแตกต่างจากเครื่องฉายภาพทึบแสงอย่างไร

ตอบ  เพราะเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะเป็นเครื่องฉายชนิดโปร่งแสง มีระยะโฟกัสสั้นคือสามรถฉายวัสดุหรือภาพในระยะใกล้จอให้เกิดภาพขนาดใหญ่

2. อุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศชนิดใดนิยมใช้มากที่สุด เพราะเหตุใด

ตอบ  โพรเจกเตอร์ เพราะ เป็นอุปกรณ์ฉายภาพที่ใช้ในการนำเสนอข้อมูลต่างๆโดยสามารถรองรับสัญญาณภาพจากคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นวีซีดี เครื่องเล่นดีวีดี และเครื่องกำเนิดอื่นๆได้ นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในหน่วยงาน ราชการ สถานศึกษา สำนักงาน หรือบริษัทเอกชน

3. ถ้าต้องการนำเสนองานด้วยเครื่องฉายภาพทึบแสงนักเรียนต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ตอบ  ต้องเตรียมเครื่องโพรเจกเตอร์ จอภาพคอมพิวเตอร์ หรือจอโทรทัศน์ เพราะเครื่องฉายภาพจะต้องใช้ควบคู่กับอุปกรณ์เหล่านี้

4.การนำเสนองานประเภทสาธิตการทำอาหารควรใช้ไมโครโฟนประเภทใด เพราะเหตุใด

ตอบ  ไมโครโฟนแบบห้อยคอ เพราะ มีขนาดเล็ก สามารถเสียบตืดกับคอเสื้อ กระเป๋าเสื้อ หรือเนกไทได้

5. ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์สามารถนำเสนอกราฟที่สร้างจากซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เอกเซลได้หรือไม่ อย่างไร

ตอบ  ได้ เพราะ ซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์ก็สามารถนำเสนองานในรูปแบบภาพนิ่งได้เหมือนกัน

6. ถ้าต้องนำเสนองานในสถานที่ที่ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ นักเรียนจะเลือกนำเสนองานด้วยวิธีใด เพราะเหตุใด

ตอบ  ปริ้นท์เอกสารมาแจกและนำเสนองานด้วยคำพูด   อธิบายในส่วนต่างๆของงานที่เรานำเสนอ

7. ข้อมูลที่เหมาะสมต่อการนำมาใช้เสนองานควรมีลักษณะอย่างไร

ตอบ  จะต้องเป็นข้อมูลที่นำเสนอทั้งภาพ ข้อความและเสียง จะต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน น่าเชื่อถือ กระชับ ได้ใจความ มีหลักฐานอ้างอิงที่สามารถพิสูจน์ได้ และมีความทันสมัย

8. เพราะเหตุใดต้องทำการวิเคราะห์ผู้ฟังก่อนเตรียมเนื้อหานำเสนอ

ตอบ  เพราะผู้นำเสนองานต้องรู้ว่าผู้ฟังมีความรู้ระดับใด เพศและวัยใด ทำงานในหน่วยงานใด เพื่อที่จะเลือกข้อมูลและรูปแบบได้เหมาะสมกับผู้ฟัง

9.ถ้าต้องการนำเสนอสไลด์การสร้างชิ้นงาน ควรเลือกคำสั่งใดเพื่อกำหนดรูปแบบสไลด์ในซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์

ตอบ  1. เลือกคำสั่ง File และ New
          2. คลิก From AutoContent wizard
          3. คลิกปุ่มคำสั่ง Next
          4. คลิกเลือกหมวดของสไลด์
          5. คลิกเลือกเรื่องการนำเสนอ
          6.คลิกเลือกรูปแบบอุปกรณ์ที่จะนำเสนอ
          7. คลิกปุ่มคำสั่ง Next
          8. ใส่หัวเรื่อง
          9. ใส่ข้อความ
        10. คลิกเลือก วัน/เดือน/ ปี คลิกปุ่มคำสั่ง Next
         11.คลิกปุ่มคำสั่ง Finish

10. ภาพเคลื่อนไหวที่สามารถนำมาใช้กับซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยนต์ต้องมีลักษณะอย่างไร

ตอบ  จะต้องเป็นไฟล์ประเภท AVI, Quick Time และ MPEG ซึ่งมีนามสกุล .avi, .mov, .qt, .mpg และ .mpeg โดยบางไฟล์อาจมีเสียงประกอบใส่มาด้วย สำหรับภาพเคลื่อนไหวใน Clip Organizer ที่สามารถนำมาใช้กับสไลด์ คือ ไฟล์ประเภท GIF

 

 

บทที่ 6 การติดต่อสื่อสาร ค้นหาข้อมูลและความรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

1. อินเทอร์เน็ตทำงานอย่างไร

ตอบ  ทำงานโดยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันจำนวนมาก และครอบคลุมไปทั่วโลก เครือข่ายนี้จะเชื่อมต่อเข้าหากันภายใต้กฎเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและส่งผ่านข้อมูลระหว่างกันได้

2. เพราะเหตุใดอินเทอร์เน็ตจึงได้รับความนิยมในปัจจุบัน

ตอบ  เพราะมันสามารถติดต่อสื่อสารกับคนที่ห่างไกลได้อย่างสะดวก หาข้อมูลต่างๆได้ง่าย เช่น สื่อการเรียน เพลง รูปภาพ โปรแกรมต่างๆ และอัพเดตข่าวสารแบบออนไลน์

 3. ถ้าต้องการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนักเรียนต้องทำอย่างไร

ตอบ  มี 2 วิธี คือ           1.ติดตั้งโมเด็มกับเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วต่อเข้ากับสายโทรศัพท์

                                        2.ใช้สายเช่าความเร็วสูง( Lease line) พร้อมโมเด็มและเราท์เตอร์

4.     การค้นหาข้อมูลวิธีใดดีที่สุด เพราะอะไร

ตอบ  การค้นหาข้อมูลความรู้โดยใช้ซอฟแวร์ค้นผ่านเว็บ(web browser) เพราะถ้าต้องการหาอะไรก็ไปsearch ที่โปรมแกรมค้นหา เช่น Google

5.    การค้นหาข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์รวดเร็วมีเทคนิคอย่างไร

ตอบ                1.บีบประเด็นให้แคบลง

                        2.การใช้การที่ใกล้เคียง

                        3.การใช้คำหลัก (Keyword)

                        4.หลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลข

                        5.ใช้เครื่องหมายบวกและลบช่วยค้นหาข้อมูล

6.     ถ้าต้องการค้นหาบทความที่มีคนเขียนไว้เพื่อเผยแพร่ นักเรียนจะเลือกคลิกที่คำสั่งใด

ตอบ  คลิกคำสั่ง บล็อก

7.เพราะเหตุใดทุกคนจึงต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต

ตอบ  เพราะในการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อทำอะไรก็ตาม  เราควรที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบของแต่ละเว็บไซต์ เพื่อความเป็นระเบียบและความถูกต้อง ทุกข้อที่เว็บไซต์ต่างๆกำหนดควรยึดมั่นและปฏิบัติตาม

8. การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นด้วยการสนทนาผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงเหมาะสม

ตอบ  ควรสนทนาโดยใช้ถ้อยคำสุภาพ ไม่ละเมิดเรื่องส่วนตัว

9.การคัดลอกผลงานของผู้อื่นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีผลเสียอย่างไร

ตอบ  เพราะมันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญา มันเป็นการลอกแบบไม่มีความคิดเป็นของตัวเองทำให้ตนเองไม่ได้รับประโยชน์อะไรต่องานนั้นๆ

10.นักเรียนจะมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ผู้อื่นใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีคุณธรรมและมีจริยธรรมได้อย่างไรบ้าง

ตอบ  ก็ควรจะเริ่มจากตนเอง อย่างเช่น ควรปฏิบัติตามกฎต่างๆตามเว็บไซต์ที่ได้เข้าไปศึกษา ไม่ควรลอกผลงานของคนอื่นมาเป็นของตนเอง ไม่ควรใช้คำหยาบในการโพสต์ข้อความต่างๆ

       

องค์ประกอบและหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์,คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง

องค์ประกอบและหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

 

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

ป้อนข้อมูลผ่านเข้าทางหน่วยรับเข้า ซึ่งข้อมูลจะแปลงเป็นระบบตัวเลขฐานสอง ได้แก่เลขศูนย์และเลขหนึ่ง โดยนำตัวเลขมาเรียงต่อกันใช้สร้างรหัสแทนจำนวนอักขระหรือสัญลักษณ์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษเป็นคำสั่งที่ใช้สั่งหรือสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ ให้ทำงานได้ตามความต้องการ จากนั้นจะส่งไปยังหน่วยประมวลผลกลางเพื่อประมวลผลตามคำสั่งหากมีคำสั่งให้นำผลลัพธ์จากการประมวลผลไปจัดเก็บในหน่วยความจำหลักประเภทแรม ขณะเดียวกันอาจมีคำสั่งให้นำผลลัพธ์จากการประมวลผลไปแสดงยังหน่วยส่งออกได้ด้วย โดยการส่งผลลัพธ์ที่ได้ไปยังหน่วยต่างๆภายในคอมพิวเตอร์ผ่านทางระบบบัส

องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

1.หน่วยรับเข้า

ทำหน้าที่นำข้อมูลจากภายนอกเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางเชื่อมโยงจากมนุษย์สู่เครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น แป้นพิมพ์ เมาส์

2.หน่วยประมวลผลกลาง: CPU (Central Processing Unit) หรือชิพและไมโครโพรเซสเซอร์

ทำหน้าที่ควบคุมและประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์

หน่วยประมวลผลกลางแบ่งออกเป็น 2 หน่วย คือ

2.1.หน่วยควบคุม ทำหน้าที่ในการควบคุมลำดับการทำงานภายในหน่วยประมวลผลกลางระหว่างประมวลผล

2.2.หน่วยคำนวณและตรรกะ ทำหน้าที่นำข้อมูลซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าแบบตัวเลขฐานสองมาประมวลผลทางคณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์

3.หน่วยความจำหลัก(Main Memory)

ทำหน้าที่เก็บข้อมูลต่างๆและโปรแกรมที่จะให้ซีพียูเรียกไปใช้งาน

หน่วยความจำหลักของคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้

3.1.หน่วยความจำแบบถาวร: ROM

อ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ข้อมูลแบบเข้าถึงโดยการสุ่ม ผู้ใช้สามารถอ่านข้อมูลได้แต่ไม่สามารถเขียนข้อมูลใดๆลงไปได้ ถ้าปิดเครื่องข้อมูลหรือโปรแกรมก็จะไม่ถูกลบไป

3.2.หน่วยความจำแบบชั่วคราว: RAM

สามารถบันทึกข้อมูลหรืออ่านข้อมูล ณ เวลาใดๆก็ได้เมื่อมีไฟฟ้า ฉะนั้นข้อมูลที่อยู่ในแรมจะสูญหายไปทันทีที่ปิดเครื่องหรือไม่มีไฟฟ้าหล่อเลี้ยง

 

4.หน่วยความจำสำรอง

ข้อมูลหรือซอฟแวร์ที่อยู่ในแรมจะถูกลบทิ้งไปถ้าปิดเครื่องหรือไม่มีไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องมีหน่วยความจำสำรองเพื่อใช้เก็บข้อมูลที่ต้องการใช้งานต่อ

 

คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง

 

คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันแบ่งได้ 5 ประเภท

1.ซูเปอร์คอมพิวเตอร์(Super computer)

-มีความเร็วในการประมวลผลสูงสุด

-ราคาแพงมาก

-มีขนาดใหญ่

-คำนวณทางคณิตศาสตร์ได้หลายแสนล้านครั้งต่อวินาที

-ใช้แก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว

 

2.เมนเฟรมคอมพิวเตอร์(Mainframe computer)

-มีสมรรถนะการทำงานสูงไม่เน้นความเร็ว

-ความเร็วสูง

-ให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายร้อยคนพร้อมกัน

-นิยมใช้ในองค์กรใหญ่ๆ

 

3.มินิคอมพิวเตอร์(Minicomputer)

-ใช้งานในองค์กรขนาดกลางที่ให้บริการข้อมูลแก่เครื่องลูกข่าย เช่น โรงแรม

 

4.ไมโครคอมพิวเตอร์(Microcomputer)

-ได้รับความนิยมมากที่สุด

-มีประสิทธิภาพสูง ราคาไม่แพง

-เหมาะใช้ส่วนตัวที่บ้าน โรงเรียน

 

 5.คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก(Handheld computer)                              

                

-เก็บข้อมูลประจำวันได้

-สร้างปฏิทิน เล่นเกม ฟังเพลง ฯลฯ           

 

อุปกรณ์ต่อพ่วง

 

อุปกรณ์ต่อพ่วง หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆที่มามารถต่อเข้ากับอุปกรณ์ของหน่วยประมวลผลกลางและประกอบเข้ากับระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการใช้งาน

1.แป้นพิมพ์(Keyboard)

เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลจากการกดแป้นแล้วทำการเปลี่ยนรหัสเพื่อส่งไปให้คอมพิวเตอร์ประมวลผล แบ่งเป็นแป้นอักขระและแป้นตัวเลข

2.เมาส์(Mouse)

เป็นอุปกรณ์ประเภทตัวชี้รับข้อมูลจากการกดปุ่มบนตัวเมาส์

เมาส์แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภท คือ

2.1.เมาส์ทางกล

2.2.เมาส์แบบใช้แสง

3.อุปกรณ์ชี้ตำแหน่งสำหรับคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค

เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่ติดอยู่กับตัวเครื่องคอมพิวเตอร์โน๊คบุ๊คได้เลย พกพาง่าย มี 3 ประเภท

3.1.ลูกกลมควบคุม (track ball)

3.2.แท่งชี้ควบคุม (track point)

3.3.แผ่นรองสัมผัส (touch pad)

4.ก้านควบคุม(joystick)

เป็นก้านที่โผล่ออกมาจากกล่องควบคุมโดยการบิดขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา นิยมใช้เล่นเกม

5.จอสัมผัส(touch screen)

เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่รับข้อมูลจากการสัมผัสบนจอภาพ

6.อุปกรณ์รับเข้าแบบกราดตรวจ

นิยมใช้ 3 ประเภท

6.1.เครื่องอ่านรหัสแท่ง

6.2.เครื่องกราดตรวจหรือสแกนเนอร์

6.3.กล้องดิจิทัล

7.เว็บแคม(Web cam: Web camera)

เป็นอุปกรณ์รับเข้าประเภทกล้องวีดีโอที่สามารถบันทึกและถ่ายทอดภาพนิ่ง เคลื่อนไหว ผ่านระบบเครือข่ายเว็บไซต์หรือโปรแกรม แล้วส่งไปปรากฏที่จอภาพ

8.จอภาพ(Monitor) มี 2 ชนิด ได้แก่

8.1.จอภาพแบบซีอาร์ที(Cathode Ray Tube)

8.2.จอภาพแบบแอลซีดี(Liquid Crystal Display)

9.ลำโพง(Speaker)

 เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่แสดงผลเป็นข้อมูลเสียงใช้งานคู่กับการ์ดเสียง(Sound card)

10.หูฟัง(Headphone)

เป็นอุปกรณ์ที่ส่งออกใช้สำหรับฟังเพลง ฟังเสียงจากคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าเป็นสัญญาณให้เราได้ยิน

11.เครื่องพิมพ์(Printer)

เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่แสดงผลงานพิมพ์ลงบนกระดาษ

11.1.เครื่องพิมพ์แบบจุด

11.2.เครื่องพิมพ์เลเซอร์

11.3.เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก

11.4.พล็อตเตอร์(Plotter) เป็นเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่มีความละเอีอดและสัดส่วนที่ถูกต้องสูง สามารถพิมพ์ลงกระดาษขนาดใหญ่ได้

12.โมเด็ม(Modem)

เป็นอุปกรณ์แปลงสัญญาณคอมพิวเตอร์ติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์อื่นๆได้

 

สารสนเทศ คือ? และ องค์ประกอบของสารสนเทศ

     

สารสนเทศ

          สารสนเทศ (information) เป็นผลลัพธ์ของการประมวลผล การจัดดำเนินการ และการเข้าประเภทข้อมูลโดยการรวมวามรู้เข้าไปต่อผู้รับสารสนเทศนั้น สารสนเทศมีความหมายหรือแนวคิดที่กว้าง และหลากหลาย ตั้งแต่การใช้คำว่าสารสนเทศในชีวิตประจำวัน จนถึงความหมายเชิงเทคนิค ตามปกติในภาษาพูด แนวคิดของสารสนเทศใกล้เคียงกับความหมายของการสื่อสารเงื่อนไขการควบคุม ข้อมูล รูปแบบ คำสั่งปฏิบัติการ ความรู้ ความหมาย สื่อความคิด การรับรู้ และการแทนความหมาย

        สิ่งที่ได้จากการนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มาประมวลผล เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตามจุดประสงค์ สารสนเทศ จึงหมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการเลือกสรรให้เหมาะสมกับการใช้งานให้ทันเวลา และอยู่ในรูปที่ใช้ได้ สารสนเทศที่ดีต้องมาจากข้อมูลที่ดี การจัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศจะต้องมีการควบคุมดูแลเป็นอย่างดี เช่น อาจจะมีการกำหนดให้ผู้ใดบ้างเป็นผู้มีสิทธิ์ใช้ข้อมูลได้ ข้อมูลที่เป็นความลับจะต้องมีระบบขั้นตอนการควบคุม กำหนดสิทธิ์ในการแก้ไขหรือการกระทำกับข้อมูลว่าจะกระทำได้โดยใครบ้าง นอกจากนี้ข้อมูลที่เก็บไว้แล้วต้องไม่เกิดการสูญหายหรือถูกทำลายโดยไม่ได้ตั้งใจ การจัดเก็บข้อมูลที่ดี จะต้องมีการกำหนดรูปแบบของข้อมูลให้มีลักษณะง่ายต่อการจัดเก็บ และมีรูปแบบเดียวกัน ข้อมูลแต่ละชุดควรมีความหมายและมีความเป็นอิสระในตัวเอง นอกจากนี้ไม่ควรมีการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนเพราะจะเป็นการสิ้นเปลืองเนื้อที่เก็บข้อมูล

 

องค์ประกอบของสารสนเทศ

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศซึ่งเป็นระบบสนับสนุนการบริหารงาน การจัดการ และการปฏิบัติการของบุคคล ไม่ว่าจะป็นระดับบุคคล ระดับกลุ่มหรือ ระดับองค์กร ไม่ใช่มีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของระบบอีก รวม 5 องค์ประกอบ ประกอบด้วย

1.ฮาร์ดแวร์ (Hardware)

       ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสารสนเทศ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รอบข้าง รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสารสำหรับเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่าย เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องกราดตรวจ  ซอฟต์แวร์

2.ซอฟต์แวร์ (Software)

           ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์  เป็นองค์ประกอบที่สำคัญประการที่สอง ซึ่งก็คือลำดับขั้นตอนของคำสั่งที่จะสั่งงานให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน เพื่อประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการของการใช้งาน ในปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติงาน ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบงาน ซอฟต์แวร์สำเร็จ และซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับงานต่าง ๆ ลักษณะการใช้งานของซอฟต์แวร์ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้จะต้องติดต่อใช้งานโดยใช้ข้อความเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันซอฟต์แวร์มีลักษณะการใช้งานที่ง่ายขึ้น โดยมีรูปแบบการติดต่อที่สื่อความหมายให้เข้าใจง่าย ส่วนชอฟต์แวร์สำเร็จที่มีใช้ในท้องตลาดทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ในระดับบุคคลเป็นไปอย่างกว้างขวาง และเริ่มมีลักษณะส่งเสริมการทำงานของกลุ่มมากขึ้น ส่วนงานในระดับองค์กรส่วนใหญ่มักจะมีการพัฒนาระบบตามความต้องการโดยการว่าจ้าง หรือโดยนักคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในฝ่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร เป็นต้น

   3.ข้อมูล (Data) 
        ข้อมูล เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของระบบสารสนเทศ อาจจะเป็นตัวชี้ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของระบบได้ เนื่องจากจะต้องมีการเก็บข้อมูลจากแหล่งกำเนิด ข้อมูลจะต้องมีความถูกต้อง มีการกลั่นกรองและตรวจสอบแล้วเท่านั้นจึงจะมีประโยชน์ ข้อมูลจำเป็นจะต้องมีมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในระดับกลุ่มหรือระดับองค์กร ข้อมูลต้องมีโครงสร้างในการจัดเก็บที่เป็นระบบระเบียบเพื่อการสืบค้นที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

4.บุคลากร (Peopleware)

     บุคลากรในระดับผู้ใช้ ผู้บริหาร ผู้พัฒนาระบบ นักวิเคราะห์ระบบ และนักเขียนโปรแกรม เป็นองค์ประกอบสำคัญในความสำเร็จของระบบสารสนเทศ บุคลากรมีความรู้ความสามารถทางคอมพิวเตอร์มากเท่าใด โอกาสที่จะใช้งานระบบสารสนเทศและระบบคอมพิวเตอร์ได้เต็มศักยภาพและคุ้มค่ายิ่งมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะระบบสารสนเทศในระดับบุคคลซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้มีโอกาสพัฒนาความสามารถของตนเองและพัฒนาระบบงานได้เองตามความต้องการ สำหรับระบบสารสนเทศในระดับกลุ่มและองค์กรที่มีความซับซ้อนมาก อาจจะต้องใช้บุคคลากรในสาขาคอมพิวเตอร์ โดยตรงมาพัฒนาและดูแลระบบงาน

 5.ขั้นตอนการปฏิบัติงาน                 

          ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของผู้ใช้หรือของบุคลากรที่เกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่ง เมื่อได้พัฒนาระบบงานแล้วจำเป็นต้องปฏิบัติงานตามลำดับขั้นตอนในขณะที่ใช้งานก็จำเป็นต้องคำนึงถึงลำดับขั้นตอน การปฏิบัติของคนและความสัมพันธ์กับเครื่อง ทั้งในกรณีปกติและกรณีฉุกเฉิน เช่น ขั้นตอนการบันทึกข้อมูล ขั้นตอนการประมวลผล ขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเครื่องมือชำรุดหรือข้อมูลสูญหาย และขั้นตอนการทำสำเนาข้อมูลสำรองเพื่อความปลอดภัย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ต้องมีการเตรียมการ และการทำเอกสารคู่มือการใช้งานให้ชัดเจน

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!